ในชีวิตของเราทุกคนต่างก็มีคนที่ต้องเคารพเชื่อฟังอยู่เสมอ อย่างเช่นในโรงเรียนที่นักเรียนต้องเชื่อฟังคุณครู ในบ้านที่ลูกต้องเชื่อฟังพ่อแม่ หรือแม้แต่ในสนามฟุตบอลที่นักฟุตบอลต้องเคารพการตัดสินใจของกรรมการ เพราะกรรมการมีสิทธิอำนาจในการควบคุมเกมให้เป็นไปอย่างถูกต้อง สิทธิอำนาจจึงหมายถึงการมีสิทธิ์ตัดสินใจว่าสิ่งใดถูกหรือผิด และเป็นอำนาจที่ผู้อื่นยอมรับและทำตาม วันนี้เราจะมาเรียนรู้ด้วยกันว่า ในบรรดาสิทธิอำนาจมากมายบนโลกนี้ ใครคือผู้ที่มีสิทธิอำนาจสูงสุดเหนือชีวิตของเรา และทำไมคำของพระเจ้าในพระคัมภีร์จึงเป็นมาตรฐานสำคัญที่สุดที่เราควรยึดถือและนำมาใช้ในการดำเนินชีวิตนะจ๊ะ

สิทธิอำนาจในพระคำของพระเจ้า

คนทุกคนต้องมีคนที่ต้องเคารพเชื่อฟังอยู่

ชีวิตของเราในทุกๆที่ เราต้องเคารพเชื่อฟังใครบางคนเสมอ อย่างเช่นที่โรงเรียน นักเรียนก็ต้องเชื่อฟังคุณครู อยู่ที่บ้าน เด็กๆ ก็ต้องเชื่อฟังพ่อแม่ หรือเวลาแข่งฟุตบอล นักฟุตบอลก็ต้องเคารพเชื่อฟังกรรมการ พอกรรมการเป่านกหวีด เกมก็ต้องหยุดทันที เพราะอะไรน่ะเหรอ ก็เพราะกรรมการเขามีสิทธิอำนาจที่สามารถทำได้ไง

สิทธิอำนาจหมายถึง การมีสิทธิ์ตัดสินว่าอะไรถูกหรืออะไรผิด เหมือนที่คุณครูตัดสินว่าคำตอบไหนถูกต้อง หรือคุณตำรวจสามารถสั่งให้รถหยุดได้ สิทธิอำนาจคืออำนาจในการตัดสินใจที่คนอื่นต้องทำตาม

ใครคือผู้ที่มีสิทธิอำนาจสูงสุด

เรื่องนี้ทำให้เกิดคำถามสำคัญว่า แล้วใครกันที่มีสิทธิอำนาจสูงสุด เป็นรัฐบาลของเราเหรอ พ่อแม่ใช่ไหม หรือว่าเป็นผู้นำทางศาสนา

พระคัมภีร์สอนเราว่าพระเจ้าเป็นผู้สร้างโลกใบนี้ขึ้นมา พระเจ้าสร้างมนุษย์ และพระเจ้าเป็นผู้ให้ชีวิต ในเมื่อพระเจ้าสร้างทุกอย่างขึ้นมา พระองค์จึงมีสิทธิอำนาจเหนือทุกสิ่ง คนที่สร้างอะไรขึ้นมาก็ย่อมมีสิทธิ์ที่จะตัดสินว่าสิ่งนั้นควรจะใช้งานยังไง เหมือนเราสร้างบ้านขึ้นมาสักหลัง เราย่อมตัดสินได้ว่าจะให้มีอะไรอยู่ในบ้านของเราบ้าง พระเจ้าสร้างโลกและสร้างเรามา พระองค์จึงมีสิทธิ์ที่จะบอกเราว่าเราควรใช้ชีวิตยังไง

พระเจ้าพูดไว้ที่ไหน

หลายคนบอกว่าพวกเขาเชื่อในพระเจ้า แต่พวกเขากลับไม่รู้เลยว่าพระองค์พูดว่าอะไรบ้าง

พระคัมภีร์บอกเราว่า “พระคัมภีร์ทุกตอนได้รับการดลใจจากพระเจ้า” ตามที่เขียนไว้ใน 2 ทิโมธี 3:16

ซึ่งหมายความว่าพระคัมภีร์มาจากพระเจ้าจริงๆ ไม่ใช่แค่ความคิดของคนหรือเป็นแค่นิทานโบราณ

พระเยซูเองก็ยังเรียกพระคัมภีร์ว่า “คำของพระเจ้า” ในมาระโก 7:13 พระเยซูเชื่อว่าพระคัมภีร์คือคำของพระเจ้าที่แท้จริง ถ้าพระเจ้าพูดผ่านพระคัมภีร์ นั่นก็แปลว่าพระคัมภีร์มีสิทธิอำนาจของพระเจ้ารวมอยู่ด้วย

เมื่อพระเจ้าพูด เราต้องฟัง

ถ้าคุณครูพูด นักเรียนต้องเชื่อฟัง เมื่อผู้พิพากษาตัดสิน คนก็ต้องทำตาม แล้วถ้าพระเจ้าพูด เราควรจะฟังไหม แน่นอนว่าเราต้องเชื่อฟัง ถ้าพระคัมภีร์คือคำของพระเจ้า การที่เราไม่สนใจพระคัมภีร์ ก็เท่ากับว่าเราเมินเฉยต่อพระเจ้าด้วย การเชื่อในพระคัมภีร์ก็คือการเชื่อในพระเจ้า และการเชื่อฟังพระคัมภีร์ก็คือการเชื่อฟังพระเจ้านั่นเอง

ใครคือผู้มีสิทธิอำนาจในชีวิตของเรา

ทุกวันนี้ หลายคนบอกว่าพระคัมภีร์เป็นแค่หนังสือเล่มหนึ่ง หรือบอกว่ามันเก่าไปแล้ว หรือเป็นเรื่องของฝรั่งคนต่างชาติเท่านั้น แต่แท้ที่จริงแล้วเราทุกคนต่างทำตามและอยู่ใต้อำนาจของใครบางคนอยู่ดี บางคนทำตามที่สังคมบอก บางคนทำตามความรู้สึกของตัวเอง บางคนทำตามประเพณีที่สืบทอดกันมา หรือบางคนก็ทำตามผู้นำศาสนา ไม่มีคนไหนเลยใช้ชีวิตโดยไม่เชื่อฟังสิทธิอำนาจคอยนำทาง คำถามที่สำคัญจริงๆ ไม่ใช่ว่าเราทำตามสิทธิอำนาจไหม แต่คือเราทำตามสิทธิอำนาจของใครต่างหาก เราจะทำตามสิ่งที่มนุษย์บอก หรือจะทำตามที่พระเจ้าบอกดี

ทำไมเรื่องนี้ถึงสำคัญ

ถ้าพระคัมภีร์คือคำของพระเจ้าจริงๆ พระคัมภีร์ก็จะสอนเราว่าอะไรคือเรื่องจริงและอะไรคือเรื่องโกหก สอนว่าอะไรถูกและอะไรผิด และทำให้เราเห็นว่าควรใช้ชีวิตยังไง รวมถึงบอกวิธีที่พระเจ้าจะช่วยให้เรารอดด้วย ถ้าพระคัมภีร์ไม่ใช่คำของพระเจ้า เราจะไม่สนใจก็ได้ แต่ถ้าเป็นคำของพระเจ้า เราก็ควรจะอ่าน เรียนรู้ เชื่อ และทำตามนั้น ให้พระคำของพระเจ้าคอยนำทางชีวิตเรา นำทางครอบครัว และคริสตจักรของเรานะ