บทเรียนนี้จะบอกเราว่าพระคัมภีร์มาจากไหนกันแน่ และพระเจ้าทรงบอกคำของพระองค์ผ่านคนเขียนหลายๆ คนออกมาเป็นหนังสือเล่มนี้ได้อย่างไรนะจ๊ะ เรื่องนี้สำคัญมากเลย เพราะเวลาเรารู้ว่าพระคัมภีร์มาจากลมหายใจของพระเจ้าจริงๆ เราก็จะมั่นใจได้ว่าทุกประโยคที่เขียนไว้นั้นเป็นความจริงที่เชื่อถือได้และไม่มีอะไรผิดเลยนะจ๊ะ ในพระคัมภีร์มีประโยคหนึ่งบอกเราว่า พระคัมภีร์ทุกตอนได้รับการดลใจจากพระเจ้า และเป็นประโยชน์ในการสั่งสอน การตักเตือน การแก้ไขสิ่งผิดให้ถูก และการอบรมในความชอบธรรม คำของพระเจ้าจึงเป็นเหมือนคู่มือที่ยอดเยี่ยมที่สุดที่จะช่วยบอกว่าเราควรใช้ชีวิตยังไงให้มีความสุขและถูกต้องตามใจพระเจ้า อยากให้พวกเรามาลองศึกษาบทเรียนนี้ด้วยกันนะ เพื่อเราจะได้ยินเสียงของพระเจ้าชัดขึ้นและรู้วิธีที่จะใช้ชีวิตให้สอดคล้องกับความรักของพระองค์ในทุกๆ วันเลยล่ะ
ทุกๆข้อในพระคัมภีร์ พระเจ้าเป็นผู้ดลใจให้เขียนขึ้นมา เพื่อเป็นประโยชน์ในการสั่งสอนความจริง ชี้ให้คนเห็นถึงความบาปในชีวิต ช่วยปรับปรุงแก้ไขให้คนดีขึ้น และฝึกคนให้ทำตามใจพระเจ้า
2 ทิโมธี 3:16
เวลาเราได้ยินใครบอกว่าหนังสือเล่มนี้เป็นงานเขียนที่ได้รับแรงบันดาลใจในการเขียน เรามักจะนึกถึงหนังสือที่อ่านสนุก หรือมีภาษาที่สวยงามน่าประทับใจ เหมือนกับงานเขียนของเชกสเปียร์ แต่ในพระคัมภีร์ คำว่าได้รับการบันดานใจมีความหมายที่แตกต่างและพิเศษกว่านั้นมาก ในพระคัมภีร์คำนี้หมายถึงลมหายใจของพระเจ้า ซึ่งหมายความว่าคำทุกคำในพระคัมภีร์มาจากพระเจ้าโดยตรง การที่มนุษย์ได้รับแรงบันดาลใจคือการที่คนคนหนึ่งมีความคิดดีๆเกิดขึ้น แต่การได้รับการดลใจจากพระเจ้าหมายถึงพระเจ้าเป็นผู้ทรงนำทุกถ้อยคำในการเขียน แรงบันดาลใจของมนุษย์นั้นพิเศษจริง แต่การดลใจจากพระเจ้านั้นพิเศษที่สุดและมีเพียงหนึ่งเดียว
อัครทูตเปาโลบอกเราใน 2 ทิโมธี 3:16 ว่า พระคัมภีร์ทุกตอนได้รับการดลใจจากพระเจ้า และเป็นประโยชน์ในการสั่งสอน การตักเตือน การแก้ไขสิ่งผิดให้ถูก และการอบรมในความชอบธรรม นั่นหมายความว่าพระคัมภีร์ทั้งเล่ม ไม่ว่าจะเป็นหนังสือเล่มไหน บทไหน ประโยคไหน หรือคำไหน ล้วนมาจากพระเจ้า พระเจ้าทรงนำคนที่เขียนพระคัมภีร์เพื่อให้สิ่งที่พวกเขาเขียนออกมาเป็นสิ่งที่พระองค์อยากจะบอกเราจริงๆ
คนที่เขียนพระคัมภีร์ อย่างเช่น โมเสส มัทธิว และเปาโล ไม่ได้เขียนตามคำบอกเหมือนหุ่นยนต์ที่จดบันทึกคัดลอกตามเสียงกระซิบ และพระเจ้าก็ไม่ได้บังคับให้ทุกคนเขียนด้วยสำนวนภาษาแบบเดียวกัน แต่มีพระวิญญาณบริสุทธิ์ช่วยให้พวกเขาเขียนความจริงของพระเจ้า โดยยังใช้นิสัยและสไตล์การเขียนของพวกเขาเอง กระบวนการที่มหัศจรรย์นี้เรียกว่าการประพันธ์ร่วมกันของพระคัมภีร์ ซึ่งพระเจ้าเป็นผู้คิดที่แท้จริง โดยพระองค์ทำงานผ่านคนเขียนที่เป็นมนุษย์
พระคัมภีร์ต้นฉบับแรกสุดที่พวกเขาเขียนนั้นสมบูรณ์แบบที่สุด เพราะพระเจ้าทรงนำพวกเขาอย่างเต็มที่ ส่วนฉบับคัดลอกหรือคำแปลในยุคต่อมาอาจมีบางจุดที่คลาดเคลื่อนไปบ้าง เพราะมนุษย์ไม่ได้สมบูรณ์แบบ แต่จุดเล็กน้อยเหล่านี้ไม่ได้ทำให้ใจความสำคัญที่พระเจ้าอยากให้เรารู้เปลี่ยนแปลงไปเลย เมื่อพระคัมภีร์มาจากพระเจ้า พระคัมภีร์จึงมีฤทธิ์อำนาจของพระเจ้าอยู่ หมายความว่าพระคัมภีร์คือคู่มือที่ดีที่สุดสำหรับชีวิตเรา สิ่งที่พระเจ้าบอกสำคัญกว่าคนอื่นจะคิดอย่างไร สำคัญกว่าสิ่งที่สังคมบอกเรา หรือแม้แต่ความต้องการของเราเอง เมื่อพระคัมภีร์บอกให้เราทำอะไร เราควรเชื่อฟัง เพราะนั่นคือเสียงของพระเจ้าที่กำลังพูดกับเรา
แล้วเราควรทำอย่างไรกับคำของพระเจ้าที่ได้รับการดลใจนี้ เราต้องทำสองอย่าง
อย่างแรกคือศึกษา เราควรอ่านพระคัมภีร์ เรียนรู้ ถามคำถาม พยายามทำความเข้าใจ การศึกษาพระคัมภีร์เป็นเรื่องที่เราต้องทำตลอดชีวิต ไม่มีใครเรียนจบได้ในวันเดียว
อย่างที่สองคือใช้ชีวิตให้สอดคล้องตามนั้น เราไม่ควรแค่ได้ยินคำของพระเจ้าเฉยๆ แต่เราต้องเชื่อฟังและทำตามด้วย ยากอบ 1:22 บอกว่า อย่าเพียงแต่ฟังพระวจนะ ซึ่งเป็นการหลอกตัวเอง แต่จงปฏิบัติตามพระวจนะนั้น สำหรับคริสเตียนทุกคน การเรียนรู้และการใช้ชีวิตตามพระคัมภีร์ควรเป็นเรื่องปกติเหมือนกับการหายใจเข้าออก พระเจ้ามอบพระคำที่ได้รับการดลใจนี้ให้เรา เพื่อให้เราได้รู้จักพระองค์ ไว้วางใจพระองค์ และติดตามพระองค์ได้ในทุกๆ วัน


