บทเรียนเรื่องแขกผู้มาเยือนอับราฮัมเป็นบทเรียนที่สำคัญยิ่งสำหรับชีวิตคริสเตียน เพราะช่วยเสริมสร้างความเชื่อมั่นในฤทธานุภาพของพระเจ้าในยามที่เราเผชิญกับสถานการณ์ที่ดูเหมือนมืดแปดด้าน โดยในวันที่อากาศร้อนจัด อับราฮัมได้แสดงความเมตตาและต้อนรับชายสามคนอย่างดีด้วยอาหารและการพักผ่อน ภายใต้ต้นไม้ใกล้เต็นท์ของเขา ซึ่งหนึ่งในนั้นคือพระเจ้าที่ทรงยืนยันว่าซาราห์ภรรยาของเขาจะมีบุตรชายในปีหน้า แม้ว่าทั้งคู่จะเข้าสู่วัยชราแล้วก็ตาม เมื่อซาราห์แอบหัวเราะด้วยความไม่เชื่อ พระเจ้าจึงทรงเตือนสติว่าไม่มีสิ่งใดที่ยากเกินกำลังของพระองค์ การเรียนรู้เรื่องราวนี้จะช่วยให้เราตระหนักว่าไม่มีสิ่งใดที่ยากเกินไปสำหรับพระเจ้า ช่วยให้เราเรียนรู้ที่จะเชื่อฟังพระองค์อย่างหมดใจ ต้อนรับและช่วยเหลือผู้อื่นด้วยความรัก และมีความหวังอยู่เสมอว่าพระเจ้าทรงสัตย์ซื่อและจะทรงรักษาพระสัญญาของพระองค์ในชีวิตของเราอย่างแน่นอน
บทเรียนที่ 11
แขกผู้มาเยียนอับราฮัม
ข้อพระคัมภีร์ท่องจำ: “มีสิ่งใดที่ยากเกินกว่าที่พระเจ้าจะทำได้หรือ” ปฐมกาล 18:14
ข้อพระคัมภีร์: ปฐมกาล 18:1-15
วัตถุประสงค์ของบทเรียน: สอนให้รู้ว่าพระเจ้าส่งทูตสวรรค์เพื่อมานำทางเรา
ในคืนวันหนึ่งพระเจ้าได้ตรัสกับอับรามว่า “ออกมานอกเต็นท์ของเจ้า และเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้า”
อับรามก็ออกมายืนอยู่ท่ามกลางอากาศที่หนาวเย็นในคืนวันนั้น ซึ่งเป็นคืนที่ท้องฟ้าเต็มไปด้วยดวงดาว แล้วพระเจ้าก็ตรัสกับเขาว่า “มองขึ้นไปดูท้องฟ้าและนับจำนวนของดาวได้มั๊ย! เราสัญญากับเจ้าว่า เจ้าจะมีลูกหลานมากมายเหมือนดาวในท้องฟ้า”
ถึงแม้ว่าคำสัญญาของพระเจ้าดูเหมือนจะเป็นไปไม่ได้ เมื่ออับรามยืนอยู่ในความมืดนั้นเขาเชื่อว่าพระเจ้าจะทำสิ่งที่พระองค์ทรงสัญญาให้สำเร็จได้
เมื่ออับรามอายุได้เก้าสิบปีพระเจ้าก็เสด็จมาและตรัสกับเขาอีกครั้งหนึ่ง พระองค์ตรัสกับเขาว่า “เจ้าจะเป็นบิดาของชนชาติทั้งหลาย” แล้วอับรามก็คิดว่า “มันจะเป็นไปได้อย่างไร” เพราะตอนนี้เขาไม่มีลูกสักคนเดียว
อับรามคิดว่ามันเป็นไปไม่ได้ แต่เขาก็รู้ว่าพระเจ้าทรงฤทธิ์ยิ่งใหญ่สามารถทำทุกสิ่งได้” อับรามก็คุกเข่าลงเมื่อพระเจ้าตรัสกับเขา พระเจ้าได้บอกกับเขาว่า “มีอีกอย่างหนึ่งคือ เราจะเปลี่ยนชื่อของเจ้า จะไม่เรียกเจ้าว่าอับรามอีกต่อไป แต่จะเรียกว่าอับราฮัม ซึ่งหมายความว่า “บิดาของชนชาติทั้งหลาย”
“พันธสัญญานี้ไม่ใช่มีสำหรับเจ้าเท่านั้นแต่กับลูกหลานของเจ้าด้วย ที่จะได้ครอบครองดินแดนที่เจ้าอาศัยอยู่นี้คือแผ่นดินคานาอันจะเป็นของเจ้าและเชื้อสายของเจ้าเป็นกรรมสิทธิ์นิรันดร์ และจงระลึกเสมอว่าเราจะเป็นพระเจ้าของเจ้า” อับรามฮัมจดจำเรื่องที่พระเจ้าตรัสกับเขา
วันหนึ่งในขณะที่เขานั่งอยู่ในเต็นท์ เขาก็ครุ่นคิดถึงสิ่งดีต่างๆ ที่พระเจ้าได้กระทำต่อเขา ในทันใดนั้นเขาก็สังเกตเห็นชายสามคนกำลังเดินมาหาเขา และเขาคิดในใจว่า “ใครกันที่เดินมาหาเราในวันที่มีแดดร้อนจัดอย่างนี้” อับราฮัมก็รีบออกไปทักทายทันที
อับราฮัมเป็นคนที่มีจิตใจดีและเขามักจะต้อนรับทุกคนเข้ามาที่บ้านเขาเสมอ อับราฮัมพูดว่า “ได้โปรด พักที่นี่สักครู่เพราะอากาศร้อนมากและดูเหมือนว่าท่านจะเหนื่อยแล้ว”
อับราฮัมไม่ได้รีรอ เขาก็วิ่งไปเอาน้ำ ดังนั้นคนเหล่านั้นก็สามารถล้างเท้าที่สกปรกของพวกเขาได้ อับราฮัมกล่าวอีกว่า “ฉันจะไปเอาขนมปังมาให้ท่านกินเพื่อท่านจะได้รู้สึกดีขึ้น” ชายทั้งสามคนก็รู้สึกประทับใจในความเมตตาของอับราฮัมมาก ชายทั้งสามจึงกล่าวกับอับราฮัมว่า “เราจะพักผ่อนที่นี่”
แล้วอับราฮัมก็วิ่งเข้าไปบอกภรรยาของเขาในเต็นท์ว่า “ซาราห์เร็วๆ เข้ารีบทำขนมที่อร่อยๆ จากแป้งที่พิเศษที่สุด เพื่อให้กับแขกพิเศษของเราที่รออยู่ข้างนอก” อับราฮัมก็วิ่งวุ่นทำทุกสิ่ง คนรับใช้ของเขาก็รีบเตรียมอาหาร ซาราห์ก็รีบทำขนมเค้กอย่างดีตามที่อับราฮัมร้องขอ สุดท้ายอับราฮัมก็นำอาหารเหล่านั้นไปให้กับแขกที่ใต้ต้นไม้นอกเต็นท์นั้น
ในขณะที่ชายทั้งสามคนรับประทานอาหารอยู่นั้น อับราฮัมก็ยืนอยู่ใกล้ๆ พวกเขา แล้วพวกเขาก็ถามอับราฮัมว่า “ซาราห์ภรรยาของเจ้าอยู่ที่ไหน” แล้วอับราฮัมก็ได้ยินพระเจ้าตรัสกับเขาว่า “ปีหน้าเจ้ากับซาราห์จะได้มีบุตรชาย”
เมื่อซาราห์ได้ยิน เธอก็ได้ปิดปากและหัวเราะ เธออาจจะคิดว่า “เป็นเรื่องตลกที่สุดเท่าที่เคยได้ยินมา ฉันกับสามีก็แก่มากแล้วจะมีลูกได้อย่างไร”
พระเจ้ารู้ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นและได้ตรัสกับอับราฮัมว่า “ซาราห์หัวเราะทำไม ทำไมเธอถึงพูดว่า ฉันแก่เกินไปที่จะมีลูกได้ มีสิ่งหนึ่งสิ่งใดที่ยากเกินกว่าที่พระเจ้าจะทำได้หรือ”
เมื่อพวกผู้ชายได้ถามซาราห์ว่า “เธอหัวเราะทำไม” ซาราห์ก็ไม่กล้าที่จะตอบความจริง เธอพูดว่า “ฉันไม่ได้หัวเราะ” เธอไม่กล้าที่จะพูดว่าเธอไม่เชื่อสิ่งที่พวกเขาพูดนั้น
พระเจ้าได้รักษาพระสัญญาของพระองค์ที่ได้ทำกับอับราฮัมเมื่อหลายปีก่อน และซารายก็ยังได้มีลูก อับราฮัมได้ตั้งชื่อลูกของเขาว่า “อิสอัค แปลว่า หัวเราะ”
พระเจ้ารู้ว่าอับราฮัมเป็นคนที่มีจิตใจที่ดี เขารักพระเจ้าด้วยสิ้นสุดใจของเขา “เขาได้ชื่อว่าเป็นผู้ที่ชอบธรรม” พระเจ้าตรัสว่า “ในครอบครัวของเขาจะมีบุตรหลานมากมาย พวกเขาก็จะเชื่อในเราและจะทำในสิ่งที่ถูกต้อง”
เราสามารถเป็นเหมือนอับราฮัมซึ่งเป็นผู้ที่พระเจ้ารัก ให้เรามองหาคนที่ขัดสน ไม่มีอาหารกิน ไม่มีที่อยู่อาศัย ซึ่งเป็นวิธีการหนึ่งที่เราสามารถแสดงถึงความรักและการเชื่อฟังพระเจ้า
ซาราห์โกหกเพราะเขากลัว บางครั้งเราโกหกเพราะเรามีความกลัว ซึ่งอาจจะไม่มีใครรู้ว่าเราโกหก แต่พระเจ้ารู้เมื่อเราพูดไม่จริง

